บทที่ 11 รางวัล

บทที่ 11

รางวัล

ฉีฉีเดินออกไปยืนที่กลางลานแสดง ใบหน้าสวยหวานเต็มไปด้วยความหวาดกลัวและไม่มั่นใจ

“เจ้าคืออันฉีฉี”

ฉีฉีเงยหน้าขึ้นมองผู้ที่เอ่ยถาม ก่อนจะตอบด้วยน้ำเสียงหวานใส

“เพคะ หม่อมฉันอันฉีฉี”

ฮองเฮายิ้มแย้มมากเมตตา มองไปยังเด็กสาวอีกคนที่อยู่ไม่ห่างออกไปมาก นั่นคืออี้เยว่ที่กำลังกินขนมและยิ้มแย้มพูดคุยกับผู้เป็นน้า

“อี้เยว่ นางคือน้องสาวที่เจ้ามักพูดถึงบ่อยครั้งใช่หรือไม่”

อี้เยว่หันไปหาผู้เป็นป้าก่อนจะยิ้มหวาน นางมองไปที่ฉีฉีก่อนจะพยักหน้า

“เพคะเสด็จป้า นางคือฉีฉี น้องสาวของหม่อมฉันเอง ทั้งยังเป็นผู้ที่ช่วยผู้ตกทุกข์ได้ยากในเมืองห่างไกล ชื่อเสียงของนางดังจนมาถึงเมืองหลวง และยังมากความสามารถอีกด้วยเพคะ”

“แม่ทัพอันช่างมีบุตรสาวดีจริง ๆ”

ฮองเฮาหัวเราะเสียงเบา หันไปมองเด็กสาวที่ยืนกลางลานแสดงอีกหน ข่าวที่ได้ยินมาทำให้พระนางอดที่จะหันไปมองสตรีที่นั่งด้านข้างตัวเองไม่ได้

“กุ้ยเฟยว่านางงดงามหรือไม่”

เหลียนฟางหัวเราะไม่ออก เรื่องความสัมพันธ์ของบุตรชายและอีกฝ่ายตอนนี้คนทั้งเมืองหลวงรับรู้ การที่อีกฝ่ายออกมาทำการแสดงแบบนี้มันคือการฉีกหน้านางชัด ๆ แทนที่จะเก็บตัวอยู่นิ่ง ๆ ไม่ต้องเรียกความสนใจแท้ ๆ

“คงเป็นแบบนั้น แต่ความงามหาใช่สิ่งสำคัญเพียงอย่างเดียว สตรีอย่างเราควรมีความสามารถอีกด้วย”

“เราจะได้เห็นว่านางมีความสามารถขนาดไหน ว่าแต่เจ้า คุณหนูฉีฉี เจ้าจะทำการแสดงอะไร”

ฉีฉีเงยหน้า นางมองไปรอบตัวก่อนจะพูดออกมาเสียงเบาเหมือนว่าไม่มีความมั่นใจอะไรเลย

“หม่อมฉันจะร่ายรำเพคะ”

“ดี ข้าจะรอดูการร่ายรำของเจ้า”

ฉีฉีแสดงความประหม่าก่อนที่จะเดินออกไปด้านหลังฉากเพื่อเตรียมการแสดง ไม่นานเสียงดนตรีที่เล่นโดยกองดนตรีก็ดังขึ้น มันเป็นเพลงรักหวานซึ้งที่บอกเล่าความรักของหนุ่มสาวที่พลัดพรากจากกันเป็นเวลาหลายปี

บทเพลงนี้ช่างเข้ากับชีวิตของนางเอกที่แม้จะรักกับคนรักมากแค่ไหน แต่สุดท้ายก็พ่ายแพ้ให้กับผู้มีอำนาจต้องพลัดพรากจากกันไปหลายปี ก่อนที่วาสนาจะนำพาทั้งสองกลับมาเจอกันอีกครั้งเหมือนบทเพลงที่กำลังถูกขับขาน

ร่างของฉีฉีก้าวออกมาตามจังหวะของดนตรี ชุดสีขาวของนางช่างเข้ากับบทเพลงที่เลือก ผ้าสีแดงเบาบางถูกเลือกออกมาใช้เป็นอุปกรณ์เรียกสายตา

สายลมที่พัดผ่านร่างทำให้ฉีฉีเป็นดั่งเทพธิดาที่กำลังร่ายรำตามบทเพลงซึ้งกินใจเรียกความสงสาร ใบหน้าเศร้าหมองพร้อมกับดวงตาไร้ความสดใส ในที่สุดก็สะกดคนดูทั้งหมดเอาไว้ได้

แต่ละย่างกรายที่เคลื่อนไหว ความอ่อนช้อย และท่ารำเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดน่ามอง

อี้เยว่อดที่จะชมไม่ได้จริง ๆ ความสามารถของนางเอกนับว่าเกินกว่าที่คาดเอาไว้ ฉีฉีเป็นคนที่พยายามถีบตัวเอง ฉะนั้นจากข่าวที่นางรับมาว่าอีกฝ่ายเป็นคนมุ่งมั่นและเรียนรู้ฝึกฝนจนเก่งกาจในทุกด้าน

นี่คือความเพียรพยายามของนางเอกของเรื่อง

เสียงดนตรีที่เร่งเร้าจังหวะเพิ่มขึ้นและช้าลงเป็นเหมือนบทละครให้ฉีฉีได้แสดงออกทั้งท่าทางสีหน้าอารมณ์ผ่านบทเพลงและการร่ายรำเกี่ยวกับเรื่องราวความรักที่มีทั้งสมหวังผิดหวังปะปนกันไป

โจวเว่ยคังดั่งถูกมนต์สะกด เขานั่งนิ่ง มองร่างบอบบางในชุดสีขาวของคนรักอย่างไม่คลาดสายตา ใจของเขายิ่งเจ็บมากขึ้นเรื่อย ๆ เมื่อเข้าใจว่าทำไมนางถึงเลือกเพลงนี้

เขากับนางรักกันแต่ถูกแยกจาก หลายปีกว่าจะได้พบหน้าแต่ไม่พ้นมีอุปสรรคเข้ามาขวาง ทำให้เขาและนางต้องพยายามฝ่าฟันมันไปด้วยกัน

ฉีฉีมองไปที่ชายคนรักในจังหวะสุดท้ายของบทเพลง สายตาที่จับจ้องเต็มไปด้วยความรู้สึกและและห่วงหา เต็มไปด้วยรักลึกซึ้ง

ผู้ที่คนมองอยู่ยังรับรู้ได้ถึงความรักของทั้งสองที่มีให้กัน ไม่ว่าจะผ่านมากี่ปีความรักของนางก็ไม่น้อยลงเลย เป็นความรักที่น่ายกย่องของสตรีผู้หนึ่งที่ปักใจต่อชายที่นางรัก

จะมีเพียงไม่กี่คนที่ไม่ได้สงสารและออกจะไม่พอใจ นั่นคือเหลียงฟางที่รู้สึกว่าอยากกำจัดสตรีที่กำลังให้บุตรชายของนางเดินทางผิด สองคือมหาเสนาบดีอินที่กำมือแน่น เพราะยิ่งคนทั้งสองแสดงออกว่ารัก มันคือการฉีกหน้าของเขา

อี้เยว่มองเรื่องทุกอย่างด้วยรอยยิ้ม

“ผีมือเจ้าใช่หรือไม่ บอกน้ามาเสียดี ๆ”

“ข้าเพียงอยากให้พวกเขาได้แสดงความรักที่มีต่อกัน แบบนี้ไม่ดีหรือเจ้าคะ”

“แต่นางเก่งจริง ๆ นะ ท่วงท่ามีพลัง แต่เข้าถึงบทเพลง

สีหน้าและแววตายังบ่งบอกได้ถึงอารมณ์ความรู้สึก ช่างเป็นการแสดงที่ไม่มีที่ติ คุณหนูบางคนที่เรียนอย่างหนักยังทำไม่ได้แบบนางเลยด้วยซ้ำ”

“หลานเองก็คิดเช่นนั้น ความสามารถของนางเกินคาดจริง ๆ”

เมื่อการแสดงแรกจบลง การแสดงต่อมาก็ถูกเรียกออกมาตามลำดับ แต่ไม่มีการแสดงไหนที่ตราตรึงได้เท่าการแสดงของฉีฉีก่อนหน้านี้ ผู้คนยังจดจำภาพสาวงามที่ร่ายรำด้วยสีหน้าเจ็บปวดเศร้าหมองได้อย่างดี ยิ่งรับรู้เรื่องราวของฉีฉีกับองค์ชายรอง มีส่วนหนึ่งที่สงสารเห็นใจในความรักที่ไม่อาจสมหวัง

สุดท้ายเมื่อช่วงใกล้งานเลี้ยงเลิก จึงเป็นฉีฉีที่ชนะการแข่งขันโดยผู้ที่ตัดสินคือฮองเฮา

อี้เยว่รู้ดีว่าถึงวันนี้ใครจะแสดงดีกว่า ป้าของนางก็จะให้ฉีฉีน้องสาวที่น่ารักชนะ นั้นเพราะต้องการฉีกหน้าเหลียงกุ้ยเฟย

เรื่องความสัมพันธ์ของฉีฉีกับโจวเว่ยคัง ทั้งยังทำให้ตระกูลอินเกิดความไม่พอใจเรื่องนี้มากขึ้น ป้าของนางไม่พลาดที่จะทำให้คนที่ไม่ชอบหน้าเสียหน้าแน่นอน ยิ่งกับคนที่รักหน้าตาชื่อเสียงยิ่งกว่าอะไรดีอย่างกุ้ยเฟย

เหลียงกุ้ยเฟยรู้สึกเสียหน้าอย่างมาก นางรู้ว่าอีกฝ่ายทำเพราะต้องการฉีกหน้าและทำให้ความสัมพันธ์ของนางและตระกูลอินสั่นคลอน ใบหน้าของกุ้ยเฟยผู้งดงามถึงกับบิดเบี้ยวด้วยโทสะที่มากขึ้น แต่ทำได้เพียงอดทน

เมื่อขันทีขานชื่อของผู้ที่ชนะ ฉีฉีก้าวออกไปคุกเข่าที่ลานการแสดงด้วยท่าทีประหม่า ไม่มั่นใจ

โจวเว่ยคังมองคนรักด้วยสายตาพอใจ ความสามารถของนางเหนือกว่าทุกคนในงาน ไม่มีใครเทียบติด สตรีแบบนี้เหมาะสมกับเขาที่สุดแล้ว ทั้งอ่อนหวาน อ่อนโยน เอาใจใส่ และเก่งทุกด้าน เขามองคนไม่ผิด

ฮองเฮาหันไปมองเด็กสาวที่คุกเข่าก้มหน้านิ่งด้วยสายตาขบขัน พลางพูดขึ้นด้วยเสียงหวาน

“ฝ่าบาท ก่อนเริ่มงานหม่อมฉันได้เอ่ยปากว่าจะประทานรางวัลตามที่ผู้ชนะร้องขอ เมื่อนางชนะ หม่อมฉันก็อยากรู้ว่าความต้องการของคุณหนูฉีฉีคืออะไรเพคะ”

ฉีฉีที่นั่งอยู่ถึงกับตัวสั่นเทา ท่าทางราวดอกไม้ต้องลมแรง

ทุกคนในงานมองไปที่ฉีฉีเป็นตาเดียว มีใครบ้างไม่อยากรู้ว่านางต้องการอะไร

“ว่าอย่างไร คุณหนูฉีฉี เจ้าต้องการอะไรเป็นรางวัล”

“หม่อมฉัน…”

“ว่ามาเถอะ ไม่ว่าสิ่งใดที่เจ้าต้องการ ถ้าให้ได้แน่นอนว่าข้าจะให้”

ฉีฉีเงยหน้าขึ้นมาจากพื้น ดวงหน้าหวานมองไปทั่วจนไปหยุดที่ใบหน้าของคนรัก ก่อนจะก้มหน้าลงเช่นเดิม แต่เท่านี้ก็ทำให้คนทั้งงานพอจะเดาออกแล้วว่านางอยากร้องขออะไรให้ตัวเอง

เหลียงฟางยิ่งกำหมัดแน่นด้วยกลัวว่านังเด็กบ้านี่จะมาทำให้เสียเรื่อง

“ว่ายังไง ทำไมเจ้าเงียบไป รีบตอบเร็วเข้า ข้ากับฝ่าบาทจะได้ประทานรางวัลให้”

ฉีฉีเงยหน้าก่อนจะพูดความต้องการของตัวเอง

“หม่อมฉันไม่ต้องการสิ่งใดเพคะ”

ทุกคนในงานต่างแสดงสีหน้าแปลกใจ ไม่คิดว่านางจะพูดออกมาแบบนี้ หากนางไม่ต้องการแล้วยังไงต่อ

ฮองเฮาหัวเราะเสียงใส

“ฝ่าบาท นางช่างน่ารักจริง ๆ คงไม่กล้าเอ่ยปากขอ เอาเช่นนี้ หม่อมฉันว่าเราควรให้รางวัลนางเองดีกว่า ถ้ารอนางบอกนางคงไม่ได้อะไรแล้ว”

“งั้นเอาตามที่ฮองเฮาว่า”

สายตาของฮองเฮาดุจใบมีดคมที่เฉือนเนื้อ ทำเอาฉีฉีรู้สึกไม่สบายใจ นางไม่ได้ต้องการให้เรื่องออกมาเป็นแบบนี้ แต่พอเรื่องมาถึงขั้นนี้นางทำได้เพียงทำการแสดงให้ดีที่สุด ถ้านางพลาดชื่อเสียงนางจะแย่ลง แล้วผู้คนจะเอานางไปเปรียบเทียบกับพี่สาวต่างมารดากับอินผิงที่ตลอดมาทั้งสองคนเป็นคนที่ขึ้นชื่อว่ามีความสามารถที่สุด

หากอนาคตนางอยากจะยืนข้างเขา นางต้องทำให้ทุกคนเห็นว่านางมีความสามารถ แม้จะรู้ดีว่ามันเป็นอันตรายด้วยทำให้หลายคนไม่พอใจ แต่นางต้องเลือกเอาตัวเองเข้าเสี่ยง

นางทิ้งโอกาสแสดงความสามารถครั้งนี้ไม่ได้

“องค์ชายรอง”

โจวเว่ยคังแสดงความสับสน เพราะชื่อที่ฮองเฮาเรียกคือชื่อของเขา ทำให้เขาต้องออกมาคุกเข่าตรงหน้า

ฉีฉีมองร่างสูงที่เดินมานั่งคุกเข่าด้านข้างด้วยสายตาตกใจปนกังวล ซึ่งนางไม่ได้แสดงละครแต่ตอนนี้นางกังวลจริง ๆ นางไม่รู้ว่าฮองเฮาจะทำอะไรถึงได้เรียกเขาออกมา

“พ่ะย่ะค่ะ”

“ได้ยินมาว่าเจ้าชอบนางอยู่ เรื่องนี้จริงหรือไม่”

โจวเว่ยคังเงยหน้ามองผู้ที่เอ่ยถาม ก่อนจะมองไปที่ฉีฉีที่ตอนนี้ก้มหน้ามองเพียงพื้น

ในใจเขารู้ว่าเขาต้องตอบว่าไม่ แต่ใจของเขาต้องการตอบอีกแบบ เพราะรู้ว่านี่อาจจะเป็นโอกาสเดียวที่ได้คนรักมาไว้ใกล้ตัว เขาเชื่อว่าฮองเฮาทำตามที่เขาต้องการได้ แต่นั่นหมายถึงเขาต้องผิดใจกับมารดาตัวเองและตระกูลอินที่ต้องเสียหน้าจากเรื่องวันนี้

“ฮองเฮาคงเข้าใจผิดแล้ว บุตรชายหม่อมฉันจะชอบนางได้ยังไงกัน ข่าวลือมันก็เป็นเพียงข่าวลือ ไม่มีอะไรจริง”

คนที่เอ่ยปากขัดขึ้นมาคือเหลียงฟาง นางหันไปจ้องหน้าบุตรชายเพื่อปรามไม่ให้อีกฝ่ายพูดอะไร แต่ดูเหมือนจะไม่เป็นผลเพราะคำตอบของบุตรชายมันตรงกันข้าม

“กระหม่อมรักนางพ่ะย่ะค่ะ”

คนทั้งงานต่างสูดหายใจ มีใครบ้างที่ไม่ตกใจกับเรื่องนี้ การที่องค์ชายรองยอมรับออกมาตรง ๆ เป็นสิ่งที่เกินคาด

คนตระกูลอินและเหล่าขุนนางฝั่งตระกูลอินทั้งหมดรู้สึกเสียหน้าราวกับว่ามีคนมาเผาเรือนของพวกเขา ใบหน้าแต่ละคนเริ่มเขียวคล้ำมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะผู้นำตระกูล เหลียงฟางที่เห็นใบหน้าซีดขาว ไร้สีเลือด

“เจ้าพูดเหลวไหลแล้ว เงียบเดี๋ยวนี้”

เหลียงฟางหันไปเอ่ยกับบุตรชายเสียงเหี้ยม

“เสด็จแม่ ลูกพูดเรื่องจริง เสด็จพ่อ เสด็จแม่ ฮองเฮา ลูกกับฉีฉีรักกันพ่ะย่ะค่ะ”

“ฝ่าบาท หากเด็กทั้งสองคนรักกันเราควรส่งเสริมนะ

เพคะ ส่วนเจ้า กุ้ยเฟย ความรักเป็นเรื่องของคนทั้งสองคน เราแก่แล้ว หูตาอาจจะไม่ดี มองไม่เห็นความรักของพวกเขา เมื่อพวกเขาออกปากแบบนี้จะว่าได้ยังไง ฝ่าบาทคิดว่ายังไงเพคะ”

สุดท้ายสายตาของทุกคนก็ย้ายไปที่ผู้ที่มีอำนาจมากที่สุดที่จะตัดสิน

สายตาคมมากอำนาจของฝ่าบาทมองไปยังร่างของบุตรชายและสตรีอีกคนที่นั่งนิ่ง รอยยิ้มของโอรสสวรรค์สร้างความประหลาดใจให้ผู้คนที่มองอยู่ เพราะไม่มีใครเดาความรู้สึกนึกคิดของผู้ที่กุมอำนาจแคว้นได้

“เรื่องนี้ให้ฮองเฮาตัดสินเถอะ”

“เช่นนั้นเอาอย่างนี้ อีกหนึ่งเดือน องค์ชายรองจะแต่งชายาเอก ข้าจะให้คุณหนูฉีฉีแต่งเป็นชายารองในอีกสามเดือนให้หลัง แบบนี้ถึงจะเหมาะสม ฝ่าบาทว่าอย่างไร”

“ฮองเฮาว่าดีก็เอาตามนั้น สนุกกับงานเลี้ยงต่อได้แล้ว”

งานเลี้ยงกลับมาสนุกมากกว่าเดิมด้วยตอนนี้คนทั้งงานต่างมองไปที่ว่าที่ชายารองขององค์ชายรองที่กำลังนั่งนิ่ง ไหนจะกุ้ยเฟยที่ออกจากงานไปทันที ไม่รอให้จบงาน ดูก็รู้ว่าไม่พอใจอย่างมาก ส่วนทางฝั่งตระกูลอันก็นิ่งเงียบ ไม่ได้โต้เถียงแต่ดูสีหน้าก็รู้ว่าไม่พอใจ

อี้เยว่มองแล้วยิ่งขบขัน ไม่นึกว่าทุกอย่างจะง่ายเข้าทางนางหมดขนาดนี้ สายตาเจ้าเล่ห์มองไปทั่วงานก่อนจะสะดุดกับสายตาคมที่จับจ้องนางอยู่

อี้เยว่ยิ้มให้เขาก่อนจะยกจอกเหล้าขึ้นมาเป็นการทักทาย แขกสำคัญเป็นถึงไท่จื่อ อี้เยว่ต้องใส่ใจหน่อย เขามองมานางก็มองตอบ ไม่มีการยอมอ่อนให้

หากอยากได้สตรีเขินอายเขาต้องไปหาจากที่อื่นแล้ว

บทก่อนหน้า
บทถัดไป